อำนาจและเครือข่ายท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549

โดย ผศ. ศุทธิกานต์ มีจั่น

ดำเนินรายการโดย อ.ดร.ตามไท ดิลกวิทยรัตน์

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 เวลา 13.00-16.00 น.

สรุปโดย วิราวรรณ นฤปิติ

ที่ผ่านมา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่ศึกษาการเมืองไทยมักจะกล่าวถึงเครือข่ายทางการเมือง ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทำความเข้าใจการเมืองไทยได้ดีมากขึ้น แต่ทว่ายังมีงานวิชาการน้อยชิ้นที่กล่าวถึงเครือข่ายทางการเมืองในฐานะหน่วยของการศึกษาทางวิชาการ เนื่องจากต้องอาศัยการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเครือข่ายทางการเมืองในฐานะหน่วยของการศึกษายังเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาเนื่องจากมีปัจจัยที่เข้าไปส่งผลกระทบได้หลายทาง งานวิจัยของ ผศ. ศุทธิกานต์นี้จึงมีคุณูปการที่สำคัญมากสำหรับการทำความเข้าใจการเมืองหลังพ.ศ. 2549 เป็นต้นมา

งานวิจัยแบ่งกรอบเวลาออกเป็นสามช่วง ได้แก่ ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ระหว่างใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และหลังรัฐประหารปี 2549 นอกจากการเมืองระดับท้องถิ่นแล้วยังทำให้มองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการเมืองระดับชาติของไทยด้วย จากเดิมก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เรามีรัฐราชการที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ศูนย์กลางและมีอำนาจมาก ในขณะเดียวกันมันทำให้ภาคการเมืองอ่อนแอ จนกระทั่งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทำให้ภาคการเมืองเข้มแข็งขึ้นมา เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนส่วนภูมิภาคต่างๆ สามารถเข้าร่วมกำหนดชะตาการเมืองระดับชาติได้ผ่านการเลือกตั้ง เป็นการกระจายอำนาจบริหารไปยังท้องถิ่นทั่วประเทศ การเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 นี้ ยังสร้างวัฒนธรรมการเมืองขึ้นใหม่ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน และกิจกรรมทางการเมืองผ่านการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองก็ถูกจัดสรรประโยชน์ต่อท้องถิ่นเป็นอย่างดี ในช่วงเวลานี้พรรคการเมืองเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญต่อเครือข่ายอำนาจระดับท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการทำรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ในภาพรวมที่สำคัญคือองค์กรราชการกลับเข้ามามีบทบาทในการเมือง ได้แก่ กองทัพ กลายเป็นผู้มีบทบาททั้งรักษาความสงบและกุมอำนาจงานบริหาร เรียกได้ว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางแบบรัฐราชการได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้เครือข่ายอำนาจการเมืองท้องถิ่นมีปฏิกิริยาที่น่าสนใจยิ่ง พวกเขาทั้งไม่แสดงอาการต่อต้านแต่กลับปรับตัวเข้ากับการเมืองหลังรัฐประหารได้อย่างง่ายดาย โดยอาศัย ‘เครือข่าย’ ที่สร้างจากความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างกลุ่มผู้มีอำนาจท้องถิ่นกับข้าราชการ (ทหาร ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ฯลฯ) พวกเขาไม่กังวลต่อการกระจายทรัพยากรลงสู่พื้นที่ อีกทั้งยังมองว่าสะดวกมากกว่าทำงานผ่านพรรคการเมืองเสียด้วยซ้ำ!